ปัจจุบันทุกประเทศทั่วโลกกำลังประสบกับปัญหาในด้านสิ่งแวดล้อม
เช่น ปัญหาน้ำเสีย และอากาศเป็นพิษ ซึ่งน้ำและอากาศ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์
ปัญหาดังกล่าวกำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน ทั้งนี้เพราะทุกประเทศกำลังแข่งขันกันก้าวข้าสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมทั้งนี้เพราะมีความเชื่อที่ว่า
การเป็นประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศ อุตสาหกรรมชั้นนำของโลกกลับกลายเป็นการสร้างปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลย้อนกลับมาทำลายมนุษย์หรือประชาชนในประเทศของตนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้การพัฒนาอุตสาหกรรมนั้นจำเป็นที่จะต้องใช้ทั้งทรัพยากร
นำ ป่าไม้ แร่ธาตุ ไม่ใช่ในกระบวนการผลิต ทำให้เกิดการขาดแคลนทรัพยากร
น้ำ ป่าไม้ และแร่ธาตุ ที่มีมนุษย์จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยในการดำรงชีวิตในแต่ละวัน
ความขาดแคลนดังกล่าว ทำให้เกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม
มีการแย่งชิงการใช้ทรัพยากรของชุมชนในท้องถิ่น จนทำให้เกิดปัญหาการเรียกร้อง
การคัดค้าน การตั้งโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนขึ้น
เช่น การสร้างโรงงานกำจัดของเสีย การสร้างเขื่อน การตั้งนิคมอุตสาหกรรม
การสร้างโรงงานไฟฟ้าทั้งที่ใช้พลังน้ำ ถ่านหินและพลังนิวเคลียร์
ปัญาดังที่ยกตัวอย่างมานี้ประเทศไทยของเราก็ประสบปัญหาในด้านนี้เช่นกัน
และนับวันกลายเป็นปัญหาที่ทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างผู้มีอำนาจในการควบคุมการจัดสรรทรัพยากรทั้งน้ำ
ป่าไม้ อากาศและแร่ธาตุ นั่นก็คือ อำนาจรัฐกับประชาชนในท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อการใช้อำนาจรัฐเข้าไปจัดสรรทรัพยากร
ปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนในท้องถิ่นหรือชุมชนท้องถิ่นที่พอจะยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมได้แก่
โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำเสียและอากาศเป็นพิษแก่สิ่งแวดล้อมในอดีต
โรงงานน้ำตาลในแถบลุ่มแม่น้ำแม่กลอง โรงงานน้ำตาลน้ำพอง
โรงงานฟินิกต์ฯ
ปัญหาจากการสร้างเขื่อนปากมูลมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในลุ่มแม่น้ำมูลที่เคยขึ้นชื่อว่าเป็นลุ่มน้ำที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดก็ถูกทำลายลงไปด้วยการที่รัฐบาลตัดสินใจสร้างเขื่อนจนกระทั่งทำให้เกิดปัญหาประท้วงของราษฎรซ้ำซากมาเป็นระยะเวลานาน
การสร้างเขื่อนราษีไศลที่ทำให้น้ำในเขื่อนสร้างแรงกดดันให้หินเกลือที่อยู่ใต้ผิวดินเกิดการซึมทะลักขึ้นมาบนผิวดิน
ทำให้ไร่นาของประชาชนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงไม่สามารถปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตเหมือนเมื่อครั้งในอดีต
ปัญหาในการสร้างโรงไฟฟ้า พลังนิวเคลียร์ หรือถ่านหิน ปัญหาการวางท่อก๊าซพม่าและมาเลย์
ทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างประชาชนกับรัฐจนกลายมาเป็นปัญหาในทางการเมืองของรัฐบาลเกือบทุกยุคทุกสมัย
ในปัจจุบันปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะว่าเดิมรัฐเป็นผู้มีอำนาจในการจัดสรรทรัพยากรแต่เพียงผู้เดียว
ประชาชนในท้องถิ่นจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไรนั้น
รัฐก็มีอำนาจโดยชอบตามกฎหมายที่จะจัดการจัดสรรได้โดยลำพัง
จากการดำเนินการของรัฐ บางโครงการสร้างผลกระทบต่อคนในชุมชน
เป็นการจัดสรรที่ดินทำกิน การสร้างเขื่อน การให้สัมปทานสร้างโรงงานอุตสาหกรรมจนคนในชุมชนต้องออกมาประท้วง
สิ่งที่พวกเขาได้รับจากการดำเนินงานตามโครงการต่าง ๆ ของรัฐ
ในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยเปิดโอกาสให้ชุมชนในท้องถิ่นช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมหรือมีส่วนในการรักษาไว้ใช้ประโยชน์ร่วมกันของคนในสังคมและการใช้อำนาจในการจัดสรรทรัพยากรของรัฐแต่เดิมก็มิได้ถามความสมัครใจของชุมชน
และชุมชนก็คัดค้านไม่ได้ทางออกของปัญหา ดังนั้นจึงมีการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่โดยการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญและในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
พ.ศ. ๒๕๔๐ ก็ได้บรรจุหลักการที่สำคัญเกี่ยวกับสิทธิของชุมชนในเรื่องดังกล่าวได้
ดังนั้นเราจึงควรทำความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของประชาชนและองค์กรต่าง
ๆ ที่เกี่ยวข้องในการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อจะได้ทราบถึงสิทธิหน้าที่ในการรักษา
อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในท้องถิ่นให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป
บทบาทหน้าที่ของรัฐต่อการใช้ทรัพยากรและรักษาสิ่งแวดล้อม
ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้กำหนดบทบาทหน้าที่ของรัฐในการอนุรักษ์
การใช้ประโยชน์ และการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนการรักษาสิ่งแวดล้อมเอาไว้อย่างชัดเจน
อันเป็นการตีกรอบในการใช้อำนาจของรัฐในเรื่องทรัพยากรธรรมชาตและสิ่งแวดล้อม
ดังนี้
| ๑.
|
รัฐต้องส่งเสริม
สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวน บำรุงรักษา
ใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวิภาพอย่างสมดุลย์
|
| ๒.
|
รัฐต้องส่งเสริม
สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการส่งเสริม บำรุงรักษาและคุ้ม
ครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนควบคุมและกำจัดภาวะมลพิษที่มีผลต่อสุขภาพอนามัย
สวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน |
| ๓.
|
รัฐต้องจัดระบบการถือครองที่ดินและการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสม
จัดหาแหล่งน้ำเพื่อ การเกษตรกรรมให้เกษตรกรอย่างทั่วถึง
|
| ๔. |
รัฐต้องส่งเสริม
สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย
การ ตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม
การเมือง รวมทั้งการตรวจสอบใช้อำนาจทุกระดับ |
| ๕. |
รัฐต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการท้องถิ่นได้เอง
พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ
ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ
|
| ๖.
|
รัฐจะดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพ
สิ่งแวดล้อมจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้มีการศึกษาและประเมินผลต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม
โดยรัฐต้องจัดให้มีองค์กรอิสระ ให้ความเห็นประกอบก่อนดำเนินการทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ
|
บทบาทหน้าที่ของประชาชนและองค์กรชุมชนท้องถิ่นต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ
กฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้กำหนดบทบาทหน้าที่และสิทธิของประชาชน
ชุมชนและองค์กรท้องถิ่นเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเอาไว้ดังต่อไปนี้
การได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพและในการคุ้มครองส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยสวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตของตน
| ๑.
|
บุคคลมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษา
|
| ๒. |
บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี
ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ
และมีส่วนร่วมในการจัดการบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและการมีส่วนร่วมในการจัดการ
การบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยกรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลย์และยั่งยืน ทั้งนี้ตาม
กม.บัญญัติ |
| ๓.
|
บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล
คำชี้แจงและเหตุผลจากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ
หรือส่วนราชการท้องถิ่น ก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม
สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิตหรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตนหรือชุมชนท้องถิ่นและมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนในเรื่องดังกล่าว
(สิทธิในการร่วมทำประชาพิจารณ์) ปัจจุบันหากรัฐจะจัดทำโครงการขนาดใหญ่ที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพของสิ่งแวดล้อม
สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิตหรือมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดกับประชาชนหรือชุมชนท้องถิ่น
รัฐจะชี้แจงเหตุผลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย
โดยการจัดทำประชาพิจารณ์ ก่อนที่รัฐจะอนุญาตหรือดำเนินการตามโครงการนั้น
ตามกระบวนการรับฟังความ คิดเห็นที่กฏหมายกำหนด |
| ๔. |
องค์กรปกครองท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายบัญญัติเพื่อส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมดังนี้
(8)(สิทธิของชุมชน) การจัดการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ง
แวดล้อมที่ในเขตพื้นที่
๔.๑ การเข้าไปมีส่วนร่วมในการบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาตและสิ่งแวดล้อมที่
อยู่นอกเขตพื้นที่ เฉพาะในกรณีที่อาจมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ของตน
๔.๒ การมีส่วนร่วมในการพิจารณาเพื่อริเริ่มโครงการหรือกิจกรรมใด
นอกเขตพื้น ที่ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม
หรือสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่
|
กลไกการคุ้มครองสิทธิของประชาชน กลไกคุ้มครองสิทธิ คือ
มาตรการในการคุ้มครองสิทธิของประชาชน ที่กฎหมายรัฐธรรม
นูญ ฉบับที่ พ.ศ . ๒๕๔๐ ได้รับรองไว้ หากประชาชนถูกละเมิดสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง
ก็สามารถเลือกใช้มาตรการคุ้มครองสิทธิที่กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
(พ.ศ. ๒๕๔๐) บัญญัติไว้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหลักเกณฑ์ทั่วไปที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดไว้
สามารถเชื่อมโยงมาใช้เพื่อการคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
มาตรการที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิในด้านสิ่งแวดล้อมและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยตรง
ได้แก่
๑. |
มาตรการทางศาลยุติธรรม |
๑.๑
|
การให้สิทธิประชาชนที่ฟ้องหน่วยราชการ
หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วน ท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐ
แบ่งเป็น ๒ กรณี |
๑.๑.๑ |
ประชาชนหรือองค์กรท้องถิ่นถูกละเมิดสิทธิเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
หรือการดำเนินโครงการที่ก่อผลกระทบสิ่งแวดล้อม |
๑.๑.๒ |
การกระทำหรือการละเว้นการกระทำของข้าราชการ
พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานนั้น อันเป็นการทำให้ประชาชนหรือองค์กรท้องถิ่นถูกละเมิดสิทธิ |
|
|
๒. |
มาตรการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ
|
๒.๑ |
การให้สิทธิของประชาชน
เรียกตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร รับฟังคำชี้แจงจากหน่วยงานของรัฐ
|
๒.๒ |
การให้สิทธิประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติราชการทางการปกครอง
อันมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของคน |
๒.๓
|
การให้สิทธิประชาชน
จำนวน ๕๐,๐๐๐ คน ที่จะถอดถอนผู้ใช้อำนาจรัฐออกจาก
ตำแหน่งหรือเสนอกฎหมาย |
๒.๔ |
หากประชาชนพบว่า
เจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้ใช้อำนาจรัฐ ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผลต่อตำแหน่งหน้าที่
กระทำผลต่อตำแหน่งหน้าที่ยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม
และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติหรือการดำเนินโครงการที่มีผลกระทบต่อประชาชน
ก็สามารถร้องขอให้ ปปช. วินิจฉัยความผิดเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวได้
|
๒.๕ |
สิทธิในการจัดชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
เป็นการต่อสู้แบบสันติวิธี |
|
|
๓. |
มาตรการทางศาลปกครอง
ประชาชนอาจฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐหรือผู้ใช้อำนาจรัฐที่เป็นการละเมิดสิทธิเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
และการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติหรือการดำเนินโครงการที่มีผลกระทบต่อตนและเป็นการพิพาทโดยการใช้อำนาจปกครอง
ก็สามารถนำฟ้องต่อศาลปกครองโดยตรงได้ |
|
|
๔. |
มาตรการผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา
ประชาชนมีสิทธิร้องเรียนสอบสวนการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานหรือคนของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูยหรือศาลปกครองพิจารณาตามแต่กรณี
|
|
|
๕. |
การถูกละเมิดสิทธิประชาชนสามารถยกบทบัญญัติใน
รธน. ขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในชั้นศาลได้ตลอดเวลา บทสรุป
|
บทสรุป
ประชาชนและองค์กรท้องถิ่นจะต้องศึกษาบทบาท สิทธิหน้าที่ของตนในการบำรุงรักษา
จัดการ สิ่งแวดล้อมและคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยต้องทราบถึงสิทธิและบทบาทที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างละเอียด
เพราะการใช้อำนาจรัฐจัดการหรือเข้าจัดสรรสิ่งแวดล้อมและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิตและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
หรือการปฏิบัติจากหน่วยงานหรือคนของรัฐอาจเป็นฝ่ายฝืนหลักเกณฑ์ของสิทธิมนุษย์
ประชาชนผู้เป็นเจ้าของสิทธิเช่นว่านั้น ย่อมมีสิทธิ์โดยชอบที่จะติดตาม
ทวงถามเอาคืนได้เสมือนหนึ่งเป็นทรัพย์สินแห่งตน และควรศึกษามาตรการคุ้มครองสิทธิตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนด
เพื่อที่จะได้นำไปใช้รักษาสิทธิของตนต่อไป
|